~ An Inconvenient Truth ~
posted on 02 Feb 2007 00:21 by karaveak
จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่อยากดูก่อนเรื่องข้างล่างอีก แต่ความพยายามยังไม่สูงเท่า ออกแนวดูก็ได้ ไม่ดูก็ไม่เสียใจ
แต่เมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว ได้อ่านบทความของคุณวันชัย ตัน ที่เขียนถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ตอนนั้นก็เริ่มสะกิดต่อมอยากดูกลับขึ้นมานิดหน่อย
เมื่อวานซืน รายการชีพจรโลก เอาหนังเรื่องนี้มาวิเคราะห์เจาะลึกในแต่ละประเด็น ทำให้เพิ่มระดับความอยากดูเข้าไป
ซึ่งจริง ๆ พยายามตามหาซีดีมาสักพัก แต่ก็ไปติดที่ความพยายามยังไม่มากพออยู่นั่นแหละ
ประจวบเหมาะว่าวันนี้น้อง ๆ นักศึกษาชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ขึ้นมางานหนึ่ง เป็นการฉายหนังเรื่องนี้ให้ดูกัน พร้อมกับการเสวนาเรื่องโลกร้อน
จริง ๆ น้องเค้าเชิญอาจารย์อีกท่านหนึ่งไปเป็นวิทยากรร่วมเสวนา แต่ปรากฎว่าอาจารย์ท่านนั้นมีประชุมด่วน เราเลยได้ไปแทน
บรรยากาศการดูหนังครั้งนี้ จะว่าไปถือว่าเป็นโรงหนังส่วนตัวขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือฉายกันในห้องเรียน ปิดไฟให้มืด ๆ มีคนดูนั่งชูคอกันอยู่ประมาณ 10 คนเห็นจะได้
โดยรวม ๆ นี่ถือว่าหนังสื่อสารได้ดีทีเดียว เน้นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ใช้ภาพกราฟฟิคสวย ๆ มาช่วยให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น
จุดเด่นหรือข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือโชคดีที่คุณอัล กอร์ ยังพอมีอารมณ์ขันหลงเหลือเจืออยู่ในสาระบ้าง ไม่อย่างนั้นคนดูคงคอพับตั้งแต่ยกแรก
สาระของหนัง พยายามบอกเราถึงภาวะ Global Warming หรือที่นักวิชาการไทยเรียกกันติดปากว่า "ภาวะโลกร้อน"
ก่อนที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ พอเข้าใจและรับรู้ถึงผลกระทบของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่เคยที่จะเ้ข้าใจถึงสาเหตุ การเปลี่ยนแปลง และผลกระทบอันน่าสะพรึงขนาดนี้มาก่อน
ใครที่คิดว่าเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว ถือว่าคิดผิดอย่างร้ายแรงมาก
เพราะจากการคาดการณ์ผ่านการวิเคราะห์ทางสถิติแล้ว ภายใน 50 ปีนี้ โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึงระดับวิกฤติที่สุด ชนิดที่ว่าโลกและมนุษย์ไม่สามารถจะต้านทานปรากฎการณ์ธรรมชาติที่จะตามมาได้แล้ว
และจากค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย ทำให้เราทราบว่า แท้จริงแล้ว "คนไทย" เป็นผู้ที่มีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเป็นลำดับที่ 9 ของโลกเลยทีเดียว..... พระเจ้า
ใครที่ยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ขอแนะนำให้ไปดูครับ..... อาจจะหาซื้อแผ่นยากสักหน่อย แต่ไม่น่ามีอะไรเกินความพยายามครับ
.....................
เมื่อดูหนังกันจบแล้ว เราก็เสวนาเฮฮาบ้าง เครียดบ้าง ปนเปกันไป แต่สิ่งที่รู้สึกชอบใจ 2 อย่างก็คือ
๑. วันนี้มีพี่สามี-ภรรยาคู่หนึ่ง จำชื่อพี่ผู้ชายได้ว่าพี่นุ แต่ดันลืมชื่อพี่ผู้หญิงซะงั้น พี่สองคนนั้นเป็นอดีตสมาชิกชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วเห็นจะได้
พี่นุ เป็นคนพูดตรง เอิ่ม... ถ้าใช้คำว่าตรงมาก น่าจะถูกต้องกว่า
มีช่วงหนึ่งที่คำถามของวงสนทนาถูกตั้งขึ้นมาว่า "เราทุกคนจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร" แล้วมันก็พาไปเข้าเรื่องของพลังสร้างสรรค์ของนักศึกษา ที่น่าจะเป็นแกนนำในการดำเนินการอะไรสักอย่างได้
น้อง ๆ นศ.ส่วนหนึ่งบอกว่าพวกเค้ามีภาระมากมาย ไหนต้องเรียน ไหนงานทางบ้านที่ต้องรับผิดชอบ แล้วคนทำงานก็มีอยู่จึ๋งเดียว จะไปทำอะไรไหว จะให้ไปเป็นแกนนำ จะมาฝากภาระอันหนักอย่างนี้ไว้ที่พวกเค้าได้อย่างไร
พี่นุพยายามตั้งคำถามว่าที่มันเป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะอะไร เพราะอะไร ถามซักน้องนศ.ไปเรื่อย ๆ จนน้องนศ.คนหนึ่งสามารถตอบได้ถึงรากแห่งปัญหาที่แท้จริง -ในขณะที่น้องบางคนก็ทำ่ท่าเซ็งไปไม่น้อย
ผมนั่งมองการโต้ตอบระหว่างพี่นุ และน้อง ๆ นศ.ด้วยความชื่นชมครับ ชื่นชมน้องคนหนึ่งที่สามารถอดทนกับคำพูดตรง ๆ และซักไซ้ของพี่นุได้จนถึงที่สุด
และในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็อดที่จะชื่นชมวิธีการ และิแนวคิดที่พี่นุตั้งคำถามกับน้องนศ.ไม่ได้
พี่นุพยายามซักให้น้องคิด คิด แล้วก็คิด คิดให้ถึงรากของปัญหาให้ได้
ผมกลับมานั่งคิดเองว่า ทุกวันนี้เวลามีปัญหาอะไรสักอย่าง สิ่งที่ทำง่ายที่สุดก็คือบ่น -บางคนอาจจะเป็นโวยวายมากกว่า
แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายไม่แพ้แต่กลับถูกละเลยก็คือการ "คิดทบทวน" ครับ
ถ้าน้อง ๆ เหล่านั้นได้หยุดคิดทบทวนกับปัญหาที่ตัวเองพูดออกมาบ้าง วันนี้พี่นุอาจจะไม่มีอะไรให้ซักก็ได้ครับ :)
ส่วนเรื่องชอบใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระหว่างที่เสวนากันอยู่ ผมเห็นคนทุกคนพยายามที่ช่วยกันคิดหาเหตุ หาทางออก หากระบวนการที่จะช่วยป้องกันวิกฤติให้กับโลกใบนี้
มันทำให้ผมดีใจว่า อย่างน้อย วันนี้ยังมีคนกลุ่มเล็ก ๆ อีกหนึ่งกลุ่ม ที่จะยังให้ความสนใจ ตระหนักรู้ และมีใจที่จะคิดทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้น เรื่องอย่างนี้หายากขึ้นทุกทีในสังคมบ้างเรา .....ใคร ๆ ก็รู้
ตอนหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือ ตอนที่กอร์ โชว์ภาพถ่ายของโลกที่ถ่ายจากยานอวกาศ ในภาพนั้นเราเห็นโลกเป็นเพียงจุด (pixel) สีขาวเล็ก ๆ จุดหนึ่งเท่านั้น
กอร์บอกว่า แท้จริงแล้วพวกเราก็มีบ้านหลังเดียวกันทั้งนั้น และโลกที่เราเห็นก็เป็นเพียง "บ้านหลังเดียว" ของพวกเรา.... อืม...
อ้อกอร์ฝากผมมาบอกพวกเราทุกคนว่า อยากให้ได้ดูหนังเรื่องนี้กัน และถ้าได้ดูแล้ว ต้องทำตัวให้ "heard and response" อย่าทำเป็น "เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา" ....นะครับ :)
แต่เมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว ได้อ่านบทความของคุณวันชัย ตัน ที่เขียนถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ตอนนั้นก็เริ่มสะกิดต่อมอยากดูกลับขึ้นมานิดหน่อย
เมื่อวานซืน รายการชีพจรโลก เอาหนังเรื่องนี้มาวิเคราะห์เจาะลึกในแต่ละประเด็น ทำให้เพิ่มระดับความอยากดูเข้าไป
ซึ่งจริง ๆ พยายามตามหาซีดีมาสักพัก แต่ก็ไปติดที่ความพยายามยังไม่มากพออยู่นั่นแหละ
ประจวบเหมาะว่าวันนี้น้อง ๆ นักศึกษาชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ขึ้นมางานหนึ่ง เป็นการฉายหนังเรื่องนี้ให้ดูกัน พร้อมกับการเสวนาเรื่องโลกร้อน
จริง ๆ น้องเค้าเชิญอาจารย์อีกท่านหนึ่งไปเป็นวิทยากรร่วมเสวนา แต่ปรากฎว่าอาจารย์ท่านนั้นมีประชุมด่วน เราเลยได้ไปแทน
บรรยากาศการดูหนังครั้งนี้ จะว่าไปถือว่าเป็นโรงหนังส่วนตัวขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือฉายกันในห้องเรียน ปิดไฟให้มืด ๆ มีคนดูนั่งชูคอกันอยู่ประมาณ 10 คนเห็นจะได้
โดยรวม ๆ นี่ถือว่าหนังสื่อสารได้ดีทีเดียว เน้นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ใช้ภาพกราฟฟิคสวย ๆ มาช่วยให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น
จุดเด่นหรือข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือโชคดีที่คุณอัล กอร์ ยังพอมีอารมณ์ขันหลงเหลือเจืออยู่ในสาระบ้าง ไม่อย่างนั้นคนดูคงคอพับตั้งแต่ยกแรก
สาระของหนัง พยายามบอกเราถึงภาวะ Global Warming หรือที่นักวิชาการไทยเรียกกันติดปากว่า "ภาวะโลกร้อน"
ก่อนที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ พอเข้าใจและรับรู้ถึงผลกระทบของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่เคยที่จะเ้ข้าใจถึงสาเหตุ การเปลี่ยนแปลง และผลกระทบอันน่าสะพรึงขนาดนี้มาก่อน
ใครที่คิดว่าเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว ถือว่าคิดผิดอย่างร้ายแรงมาก
เพราะจากการคาดการณ์ผ่านการวิเคราะห์ทางสถิติแล้ว ภายใน 50 ปีนี้ โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึงระดับวิกฤติที่สุด ชนิดที่ว่าโลกและมนุษย์ไม่สามารถจะต้านทานปรากฎการณ์ธรรมชาติที่จะตามมาได้แล้ว
และจากค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย ทำให้เราทราบว่า แท้จริงแล้ว "คนไทย" เป็นผู้ที่มีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเป็นลำดับที่ 9 ของโลกเลยทีเดียว..... พระเจ้า
ใครที่ยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ขอแนะนำให้ไปดูครับ..... อาจจะหาซื้อแผ่นยากสักหน่อย แต่ไม่น่ามีอะไรเกินความพยายามครับ
.....................
เมื่อดูหนังกันจบแล้ว เราก็เสวนาเฮฮาบ้าง เครียดบ้าง ปนเปกันไป แต่สิ่งที่รู้สึกชอบใจ 2 อย่างก็คือ
๑. วันนี้มีพี่สามี-ภรรยาคู่หนึ่ง จำชื่อพี่ผู้ชายได้ว่าพี่นุ แต่ดันลืมชื่อพี่ผู้หญิงซะงั้น พี่สองคนนั้นเป็นอดีตสมาชิกชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วเห็นจะได้
พี่นุ เป็นคนพูดตรง เอิ่ม... ถ้าใช้คำว่าตรงมาก น่าจะถูกต้องกว่า
มีช่วงหนึ่งที่คำถามของวงสนทนาถูกตั้งขึ้นมาว่า "เราทุกคนจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร" แล้วมันก็พาไปเข้าเรื่องของพลังสร้างสรรค์ของนักศึกษา ที่น่าจะเป็นแกนนำในการดำเนินการอะไรสักอย่างได้
น้อง ๆ นศ.ส่วนหนึ่งบอกว่าพวกเค้ามีภาระมากมาย ไหนต้องเรียน ไหนงานทางบ้านที่ต้องรับผิดชอบ แล้วคนทำงานก็มีอยู่จึ๋งเดียว จะไปทำอะไรไหว จะให้ไปเป็นแกนนำ จะมาฝากภาระอันหนักอย่างนี้ไว้ที่พวกเค้าได้อย่างไร
พี่นุพยายามตั้งคำถามว่าที่มันเป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะอะไร เพราะอะไร ถามซักน้องนศ.ไปเรื่อย ๆ จนน้องนศ.คนหนึ่งสามารถตอบได้ถึงรากแห่งปัญหาที่แท้จริง -ในขณะที่น้องบางคนก็ทำ่ท่าเซ็งไปไม่น้อย
ผมนั่งมองการโต้ตอบระหว่างพี่นุ และน้อง ๆ นศ.ด้วยความชื่นชมครับ ชื่นชมน้องคนหนึ่งที่สามารถอดทนกับคำพูดตรง ๆ และซักไซ้ของพี่นุได้จนถึงที่สุด
และในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็อดที่จะชื่นชมวิธีการ และิแนวคิดที่พี่นุตั้งคำถามกับน้องนศ.ไม่ได้
พี่นุพยายามซักให้น้องคิด คิด แล้วก็คิด คิดให้ถึงรากของปัญหาให้ได้
ผมกลับมานั่งคิดเองว่า ทุกวันนี้เวลามีปัญหาอะไรสักอย่าง สิ่งที่ทำง่ายที่สุดก็คือบ่น -บางคนอาจจะเป็นโวยวายมากกว่า
แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายไม่แพ้แต่กลับถูกละเลยก็คือการ "คิดทบทวน" ครับ
ถ้าน้อง ๆ เหล่านั้นได้หยุดคิดทบทวนกับปัญหาที่ตัวเองพูดออกมาบ้าง วันนี้พี่นุอาจจะไม่มีอะไรให้ซักก็ได้ครับ :)
ส่วนเรื่องชอบใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระหว่างที่เสวนากันอยู่ ผมเห็นคนทุกคนพยายามที่ช่วยกันคิดหาเหตุ หาทางออก หากระบวนการที่จะช่วยป้องกันวิกฤติให้กับโลกใบนี้
มันทำให้ผมดีใจว่า อย่างน้อย วันนี้ยังมีคนกลุ่มเล็ก ๆ อีกหนึ่งกลุ่ม ที่จะยังให้ความสนใจ ตระหนักรู้ และมีใจที่จะคิดทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้น เรื่องอย่างนี้หายากขึ้นทุกทีในสังคมบ้างเรา .....ใคร ๆ ก็รู้
ตอนหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือ ตอนที่กอร์ โชว์ภาพถ่ายของโลกที่ถ่ายจากยานอวกาศ ในภาพนั้นเราเห็นโลกเป็นเพียงจุด (pixel) สีขาวเล็ก ๆ จุดหนึ่งเท่านั้น
กอร์บอกว่า แท้จริงแล้วพวกเราก็มีบ้านหลังเดียวกันทั้งนั้น และโลกที่เราเห็นก็เป็นเพียง "บ้านหลังเดียว" ของพวกเรา.... อืม...
อ้อกอร์ฝากผมมาบอกพวกเราทุกคนว่า อยากให้ได้ดูหนังเรื่องนี้กัน และถ้าได้ดูแล้ว ต้องทำตัวให้ "heard and response" อย่าทำเป็น "เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา" ....นะครับ :)


#1 By kimja on 2007-02-02 00:50